2006/Dec/07

Adverb clause (วิเศษณานุประโยค) คือ ประโยคย่อยที่ทำหน้าที่ขยายคำกริยาหรือ คำวิเศษณ์

หรืออาจอธิบายได้ว่า Adverb clause เป็นประโยคย่อมที่ขึ้นต้นด้วยคำสันธาน ชนิด subordinate conjunction (เป็นคำสันธานที่ใช้เชื่อมประโยคย่อยเข้ากับประโยคหลัก ส่วนคำสันธานที่ใช้ในประโยคความรวม เรียกว่า coordinating conjunction)

คำสันธานชนิด subordinate conjunction ทำหน้าที่ต่าง ๆ เช่น

๑. บอกเวลา ได้แก่ before, after, when, while,..

๒. บอกลักษณะ ได้แก่ as if, as though,

๓. บอกการเปรียบเทียบ ได้แก่ asas

๔. บอกวัตถุประสงค์ ได้แก่ so that, in order that,..

๕. บอกสถานที่ ได้แก่ where, wherever,.

๖. บอกความขัดแย้ง ได้แก่ though, even if,.

๗. บอกเงื่อนไข ได้แก่ If, provided, unless,.

ตัวอย่างเช่น

If it rains we will stay indoors.

I will go when I have finished my homework.

I ate as fast as I could.

ประโยค complex sentence ถ้านำมาใช้อธิบายประโยคความซ้อนในภาษาไทย นักเรียนอาจจะเข้าใจได้ง่ายกว่า การที่จะอธิบายจากภาษาไทยโดยตรง นี่หมายถึงว่านักเรียนควรจะมีความรู้ภาษาอังกฤษพอสมควร

จากที่อธิบายเปรียบเทียบมาทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ถึงความสัมพันธ์ระหว่างไวยากรณ์ไทยกับไวยากรณ์อังกฤษ

เครื่องหมายวรรคตอน 

เป็นสิ่งสำคัญในการแปลอังกฤษเป็นไทย เพราะเป็นเครื่องนำไปสู่ความหมาย การไม่สังเกตเครื่องหมายวรรคตอนหรือการตีความเครื่องหมายวรรคตอนผิดอาจทำให้การแปลผิดพลาดได้ 

ข้อสังเกตในการแปลเมื่อพบเครื่องหมายวรรคตอน 

1. period หรือ Full Stop ( . ) ใช้เมื่อจบประโยคหรือจบความคิดหนึ่ง ๆ เช่น

- Eleven o clock. Half past eleven. Twelve o clock. Our daughter has not come back yet.

ห้าทุ่มก็แล้ว ห้าทุ่มครึ่งก็แล้ว และสองยามก็แล้ว ลูกสาวของเรายังไม่กลับมาเลย

2. Colon ( : ) ใช้เพื่อแสดงว่าข้อความที่อยู่ข้างหลังเครื่องหมาย colon เป็นข้อความที่อธิบายข้อความที่อยู่ข้างหน้า เวลาแปลอาจใช้คำว่าเพราะ หรือ นั่นคือ แทน colon เช่น 

- We have had to abandon our holiday plans : the places didn t work out.

เราต้องยกเลิกแผนการณ์ท่องเที่ยววันหยุด เพราะเราตกลงเรื่องสถานที่กันไม่ได้ 

- On the beach she saw a perfect picture : an old man carrying the small grandson on his shoulder, smiling.

เธอมองเห็นภาพประทับใจที่ชายหาด นั่นคือชายชราคนหนึ่งกำลังยิ้มละไมขณะกำลังแบกหลานชายตัวเล็ก ๆ บนบ่า 

3. Comma ( , ) ใช้เพื่อแยกคำหรือวลีในเรื่องเดียวกัน เมื่อเขียนติดต่อกันไปตามลำดับ เวลาแปลเป็นไทยไม่ต้องใส่ comma และ comma ไม่มีความหมายแต่ถ้า comma ใช้แยกข้อความที่แทรกเข้ามาเพื่อเป็นการอธิบายหรือขยาย noun

ข้างหน้า เวลาแปลอาจใช้คำว่า ซึ่งเป็น แทนเครื่องหมาย comma เช่น

- Mr. Higgins, our teacher, had a serious accident yesterday.

มิสเตอร์ฮิกกินส์ซึ่งเป็นอาจารย์ของเราประสบอุบัติเหตุร้ายแรง 

การใช้หรือไม่ใช้ comma อาจมีผลต่อการแปล เช่น

- Jenny walked away from Tim believing that she was worng.

เจนนี่เดินจากทิมผู้ซึ่งเชื่อว่าเจนนี่เป็นคนผิด 

- Jenny walked away from Tim, believing that she was wrong.

เจนนี่เดินจากทิมด้วยความเชื่อว่าตนเองเป็นคนผิด 

- My boss doesn t like Harry James and me.

เจ้านายของผมไม่ชอบผมและแฮรี่ เจมส์ ( 2 คน )

- My boss doesn t like Harry, James and me.

เจ้านายของผมไม่ชอบทั้งผมและแฮรี่กับเจมส์ด้วย ( 3 คน )

4. Dash ( - ) ใช้แยกส่วนของข้อความจากส่วนอื่น ๆ เพื่อเป็นการอธิบายหรือเน้นเวลาแปลอาจเพิ่มคำว่า ได้แก่ แทน เช่น

- His wife was left with everything that Peter had ever owned his house , his car , his money and everything of his possessions.

ปีเตอร์ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้ภรรยาของเขา ได้แก่ บ้าน รถ เงิน และทุก ๆ อย่างที่เป็นของเขา 

5. Semicolon ( ; ) ใช้เพื่อแยกข้อความที่มี Commas คั่นอยู่แล้ว ซึ่งจะช่วยแยกความคิดในข้อความที่แปลได้ เช่น 

- The results of the vote in the United Nations were the following : nine nations voted for the resolution ; two nations , Canada and Mexico, voted against it ; and three nations abstaind from voting.

ผลของการลงคะแนนเสียงในสหประชาชาติมีดังต่อไปนี้เก้าประเทศมีมติเห็นด้วย อีก 2 ประเทศคือ คานาดา และเม็กซิโกคัดค้าน และอีกสามประเทศงดออกเสียงส่วนการใช้ semicolon อย่างอื่นไม่สู้มีปัญหาในการแปล